วิธีตรวจเว็บ SEO ด้วยตัวเอง
20 จุดที่ต้องเช็ค [Checklist 2026]
อยาก ตรวจเว็บ SEO ด้วยตัวเองแต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน? บทความนี้รวม 20 จุดที่ต้องเช็ค จัดกลุ่มเป็น 5 หมวด พร้อมเครื่องมือฟรีที่ใช้ตรวจแต่ละจุด
ไม่อยากตรวจเอง? ให้เราตรวจให้ฟรี 10 จุด
กรอก URL แล้วรอ 30 วินาที — ไม่ต้องสมัครสมาชิก
ทำไมต้องตรวจเว็บ SEO เป็นประจำ?
Google อัปเดต algorithm ปีละหลายร้อยครั้ง คู่แข่งก็ปรับปรุงเว็บตลอดเวลา ถ้าไม่ตรวจเว็บ SEO เป็นประจำ ปัญหาเล็กๆ จะสะสมจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ เสีย traffic และรายได้ โดยไม่รู้ตัว
จากประสบการณ์ตรวจเว็บไทยกว่า 50 เว็บ เว็บโดยเฉลี่ยมีปัญหาซ่อนอยู่ 23 จุด ที่เจ้าของเว็บไม่เคยรู้มาก่อน หลายจุดแก้ง่าย แต่มีผลต่ออันดับอย่างมาก
Checklist นี้แบ่งเป็น 5 หมวด 20 จุด เริ่มจากสำคัญที่สุดก่อน:
หมวดที่ 1: Technical SEO (จุดที่ 1-5)
ปัจจัยเชิงเทคนิคเป็นรากฐานของ SEO ถ้าส่วนนี้มีปัญหา ทำ content ดีแค่ไหนก็ไม่ช่วย
1. SSL Certificate (HTTPS)
วิธีตรวจ: ดูที่แถบ URL ว่ามีรูปกุญแจและขึ้น https:// หรือไม่
ทำไมสำคัญ: Google ใช้ HTTPS เป็น ranking signal ตั้งแต่ 2014 เว็บที่ไม่มี SSL จะโดน Chrome แจ้งว่า "Not Secure" ทำให้ผู้ใช้ไม่เชื่อถือ
วิธีแก้: ติดตั้ง SSL certificate (ฟรีจาก Let's Encrypt) แล้ว redirect HTTP ไป HTTPS ทั้งหมด
2. Core Web Vitals (LCP, CLS, INP)
วิธีตรวจ: เข้า Google PageSpeed Insights ใส่ URL แล้วดูผล
เกณฑ์ที่ควรได้:
- LCP (Largest Contentful Paint) — ต่ำกว่า 2.5 วินาที
- CLS (Cumulative Layout Shift) — ต่ำกว่า 0.1
- INP (Interaction to Next Paint) — ต่ำกว่า 200ms
วิธีแก้: Optimize image (WebP/AVIF), ลดขนาด JS/CSS, ใช้ CDN, เพิ่ม width/height ให้รูป
3. Mobile-Friendly
วิธีตรวจ: ใช้ Google Mobile-Friendly Test หรือ resize browser ดูเอง
ทำไมสำคัญ: Google ใช้ Mobile-First Indexing ตั้งแต่ 2023 แปลว่า Google จะดูเว็บเวอร์ชัน mobile เป็นหลัก
สิ่งที่ต้องเช็ค: ข้อความไม่เล็กเกินไป ปุ่มกดได้ง่าย ไม่ต้อง scroll ซ้าย-ขวา
4. Robots.txt และ Sitemap.xml
วิธีตรวจ: เข้า yoursite.com/robots.txt และ yoursite.com/sitemap.xml
สิ่งที่ต้องเช็ค:
- Robots.txt ไม่บล็อก Googlebot จากหน้าสำคัญ
- Sitemap.xml มีทุกหน้าที่อยากให้ index
- Sitemap submit ใน Google Search Console แล้ว
5. HTTPS Redirect และ Canonical
วิธีตรวจ: ลองเข้า http://yoursite.com ต้อง redirect ไป https:// อัตโนมัติ
ปัญหาที่พบบ่อย:
- www กับ non-www ไม่ redirect เข้าด้วยกัน (duplicate content)
- ไม่มี canonical tag ทำให้ Google สับสน
- Redirect chain (redirect หลายต่อ) ทำให้ load ช้า
หมวดที่ 2: On-Page SEO (จุดที่ 6-10)
องค์ประกอบในแต่ละหน้าที่บอก Google ว่าหน้านี้เกี่ยวกับอะไร
6. Title Tag
วิธีตรวจ: คลิกขวา > View Page Source > หา <title>
เกณฑ์:
- ยาว 50-60 ตัวอักษร (ภาษาไทย ~30 ตัว)
- มี keyword หลักในครึ่งแรก
- ไม่ซ้ำกันในแต่ละหน้า
- น่าคลิก มี CTA หรือตัวเลข
7. Meta Description
วิธีตรวจ: View Page Source > หา meta name="description"
เกณฑ์: 150-160 ตัวอักษร มี keyword มี CTA ชัดเจน ถ้าไม่มี Google จะดึงข้อความจากหน้าเองซึ่งมักไม่น่าคลิก
8. Heading Structure (H1, H2, H3)
วิธีตรวจ: คลิกขวา > Inspect > ดูว่า heading เรียงถูกลำดับไหม
เกณฑ์:
- H1 ใช้ 1 ครั้งต่อหน้า มี keyword หลัก
- H2 อย่างน้อย 3-5 หัวข้อ แบ่งเนื้อหาชัดเจน
- ลำดับถูกต้อง H1 > H2 > H3 ไม่ข้าม
9. URL Structure
เกณฑ์:
- สั้น อ่านรู้เรื่อง 3-5 คำ
- มี keyword (ภาษาอังกฤษ)
- ใช้ขีด (-) แทนขีดล่าง (_)
- ไม่มีตัวเลขแบบสุ่ม เช่น ?p=123
ตัวอย่าง: yoursite.com/blog/seo-audit-guide ดีกว่า yoursite.com/?p=456
10. Internal Links
วิธีตรวจ: เปิดหน้าสำคัญแล้วดูว่ามีลิงก์ไปหน้าอื่นในเว็บกี่ลิงก์
เกณฑ์:
- ทุกหน้าสำคัญควรมี internal link อย่างน้อย 3 ลิงก์
- Anchor text ใช้ keyword ไม่ใช่ "คลิกที่นี่"
- ไม่มีหน้ากำพร้า (orphan pages) ที่ไม่มีลิงก์เชื่อม
หมวดที่ 3: Content Quality (จุดที่ 11-14)
เนื้อหาเป็นหัวใจของ SEO ถ้า content ไม่ตอบ search intent ทำ technical ดีแค่ไหนก็ไม่ช่วย
11. Search Intent Match
วิธีตรวจ: Google keyword ที่คุณ target ดูว่าหน้า 1 เป็นเนื้อหาแบบไหน (blog? product page? video?)
สิ่งที่ต้องเช็ค: เนื้อหาของคุณตรงกับ format ที่ Google ชอบไหม ถ้าหน้า 1 เป็น listicle แต่คุณเขียน essay ยาว ก็ยากที่จะติดอันดับ
12. Content Depth และ Freshness
เกณฑ์:
- เนื้อหาครอบคลุมครบถ้วน (comprehensive) ไม่ใช่แค่ผิวเผิน
- มีข้อมูลใหม่ อัปเดตปี 2026
- มี original insight ไม่ใช่แค่ copy จากคู่แข่ง
- ความยาวเหมาะสม: blog 1,500-3,000 คำ product page 300-500 คำ
13. Content Cannibalization
วิธีตรวจ: ไปที่ Google Search Console > Performance > ดูว่ามีหลายหน้าแข่ง keyword เดียวกันไหม
ทำไมสำคัญ: ถ้ามี 3 หน้าแย่ง keyword เดียวกัน Google จะสับสนและอาจไม่แสดงหน้าใดเลย ทางแก้คือ merge เนื้อหาหรือใช้ canonical
14. Image Alt Text
วิธีตรวจ: คลิกขวาที่รูป > Inspect > ดูว่ามี alt attribute หรือไม่
เกณฑ์: ทุกรูปต้องมี alt text ที่อธิบายรูปได้ มี keyword ถ้าเหมาะสม ไม่ใช่ "image1.jpg" หรือ "picture"
หมวดที่ 4: User Experience (จุดที่ 15-17)
15. 404 Error Pages
วิธีตรวจ: Google Search Console > Pages > ดูหน้าที่เป็น 404
วิธีแก้: redirect หน้า 404 ไปหน้าที่เกี่ยวข้อง (301 redirect) หรือสร้างหน้า 404 ที่มีประโยชน์ มีลิงก์กลับหน้าหลัก
16. Page Speed (จริงๆ ไม่ใช่แค่ CWV)
วิธีตรวจ: ใช้ GTmetrix หรือ WebPageTest ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจาก PageSpeed
สิ่งที่ต้องเช็คเพิ่ม:
- TTFB (Time to First Byte) ต่ำกว่า 200ms
- Total page size ไม่เกิน 3MB
- จำนวน HTTP requests ไม่เกิน 50
- ใช้ browser caching
17. Social Sharing (Open Graph)
วิธีตรวจ: ลองแชร์ลิงก์ใน Facebook, LINE, Twitter ดูว่าขึ้นรูปและข้อความถูกต้องไหม
สิ่งที่ต้องมี: og:title, og:description, og:image (ขนาด 1200x630px) ถ้าไม่มี คนจะไม่คลิกเวลาเห็นลิงก์ในโซเชียล
หมวดที่ 5: E-E-A-T และ Trust (จุดที่ 18-20)
E-E-A-T (Experience, Expertise, Authoritativeness, Trustworthiness) เป็นปัจจัยที่ Google ให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเว็บ YMYL (Your Money Your Life)
18. About Page และ Contact Page
เกณฑ์:
- มีหน้า About ที่บอกว่าใครอยู่เบื้องหลัง
- มีหน้า Contact ที่มีข้อมูลจริง (ที่อยู่ เบอร์โทร อีเมล)
- มี Privacy Policy และ Terms of Service
ทำไมสำคัญ: Google ใช้หน้าเหล่านี้ประเมินความน่าเชื่อถือ เว็บที่ไม่มี About/Contact มักถูกมองว่าเป็น spam
19. Author Information
เกณฑ์:
- บทความมีชื่อผู้เขียน (Author Bio)
- มีข้อมูลว่าผู้เขียนมีความเชี่ยวชาญด้านไหน
- ลิงก์ไปโปรไฟล์หรือ LinkedIn
Google ให้น้ำหนักกับเนื้อหาที่เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญจริง โดยเฉพาะหัวข้อสุขภาพ การเงิน กฎหมาย
20. Schema Markup (Structured Data)
วิธีตรวจ: ใช้ Google Rich Results Test ใส่ URL
Schema ที่ควรมี:
- Organization — ข้อมูลบริษัท
- Article — สำหรับบทความ blog
- FAQ — คำถามที่พบบ่อย (ได้ rich snippet ใน Google)
- LocalBusiness — สำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้าน
- Product — สำหรับ e-commerce
- BreadcrumbList — แสดง breadcrumb ใน search results
เครื่องมือที่แนะนำ (ฟรี + Pro)
| เครื่องมือ | ราคา | ใช้ตรวจอะไร |
|---|---|---|
| Google Search Console | ฟรี | Indexing, performance, errors, keywords |
| Google PageSpeed Insights | ฟรี | Core Web Vitals, speed, accessibility |
| Ahrefs Webmaster Tools | ฟรี | Backlinks, referring domains, site audit |
| Rich Results Test | ฟรี | Schema markup validation |
| Screaming Frog | ฟรี/Pro | Site crawl, broken links, redirects, meta tags |
| Ahrefs | $99/เดือน | Keywords, backlinks, competitor, content gap |
| SEMrush | $129/เดือน | Keywords, site audit, position tracking |
ตรวจแล้วพบปัญหา ควรเริ่มแก้จากอะไร?
จัดลำดับความสำคัญตาม Impact x Effort:
- Critical (แก้ทันที): SSL หมดอายุ, เว็บ index ไม่ได้, robots.txt บล็อก Googlebot
- Quick Wins (แก้ง่าย ผลสูง): Title Tag, Meta Description, Alt Text — เห็นผลใน 2-4 สัปดาห์
- Technical (1-2 สัปดาห์): Core Web Vitals, redirect chains, sitemap — เห็นผลใน 1-2 เดือน
- Content (1-3 เดือน): เนื้อหาใหม่, content gap, cannibalization — เห็นผลใน 2-4 เดือน
- Off-Page (3-6 เดือน): Backlinks, brand mentions, E-E-A-T — เห็นผลใน 3-6 เดือน
เมื่อไหร่ควรจ้างผู้เชี่ยวชาญ?
Checklist 20 จุดนี้เป็นแค่จุดเริ่มต้น SEO Audit ระดับ Professional ตรวจ 80-100+ จุด พร้อมวิเคราะห์เชิงลึก ควรจ้างผู้เชี่ยวชาญเมื่อ:
- เว็บมี 100+ หน้า ตรวจเองไม่ไหว
- ไม่มีเวลาหรือทีมที่ดูแล SEO โดยเฉพาะ
- ต้องการวิเคราะห์คู่แข่งแบบละเอียด
- Traffic ลดลงต่อเนื่องแล้วหาสาเหตุไม่เจอ
- ต้องการ action plan ที่ทำตามได้ทันที
แพ็กเกจ SEO Audit สำหรับมืออาชีพ
Basic
6,900 บาท
30 จุด · 3 วัน
Professional
19,900 บาท
80+ จุด · 7 วัน
Enterprise
49,900 บาท
100+ จุด · ดูแล 90 วัน
ทุกแพ็กเกจรับประกันคืนเงิน 100% ภายใน 7 วัน
ตรวจเว็บ SEO ฟรี 10 จุด
ลองใช้เครื่องมือตรวจเว็บฟรีของเราก่อน กรอก URL แล้วรอ 30 วินาที ไม่ต้องสมัคร ไม่ต้องจ่ายเงิน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจเว็บ SEO
ตรวจเว็บ SEO ด้วยตัวเองได้จริงหรือ?
ได้ครับ จุดตรวจพื้นฐาน 20 จุดในบทความนี้ทำได้เองด้วยเครื่องมือฟรี แต่ถ้าต้องการตรวจ 80-100+ จุดแบบละเอียด วิเคราะห์คู่แข่ง และวางแผนกลยุทธ์ แนะนำให้ใช้บริการ SEO Audit จากผู้เชี่ยวชาญ
ตรวจเว็บ SEO ต้องใช้เครื่องมืออะไรบ้าง?
เครื่องมือฟรีที่แนะนำ: Google Search Console, Google PageSpeed Insights, Google Mobile-Friendly Test, Ahrefs Webmaster Tools และ Schema Markup Validator สำหรับเครื่องมือ Pro: Ahrefs, Screaming Frog, SEMrush
ควรตรวจเว็บ SEO บ่อยแค่ไหน?
แนะนำตรวจ checklist พื้นฐานทุกเดือน และทำ full audit ทุก 6-12 เดือน หรือหลังมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เช่น redesign เว็บ เปลี่ยน CMS หรือ traffic ลดลงผิดปกติ
ตรวจเว็บ SEO แล้วพบปัญหาเยอะมาก ควรเริ่มแก้จากอะไร?
จัดลำดับตาม impact: 1) Critical issues (เว็บ index ไม่ได้) 2) Quick Wins (Title Tag, Meta) 3) Technical (speed, CWV) 4) Content (keyword, intent) 5) Off-Page (backlinks)
เมื่อไหร่ควรจ้างผู้เชี่ยวชาญแทนที่จะตรวจเอง?
ควรจ้างเมื่อ: เว็บมี 100+ หน้า ไม่มีเวลาตรวจเอง ต้องการวิเคราะห์คู่แข่ง traffic ลดลงต่อเนื่อง หรือต้องการ action plan ที่ทำตามได้ทันที ราคาเริ่มต้น 6,900 บาท
บทความที่เกี่ยวข้อง
Chujai Team
ผู้เชี่ยวชาญ SEO สำหรับธุรกิจไทย · ตรวจมาแล้ว 50+ เว็บ · อัปเดต มิ.ย. 2026